วิธีการเลือกที่นอนให้ถูกต้องตามหลักกายภาพ ให้ได้ที่นอนแสนนุ่มสบายหลับสนิทตลอดคืน

วิธีการเลือกที่นอน

สารบัญ

หากพูดถึงที่นอน เชื่อว่าเพื่อน ๆ หลายคนก็คงจะเคยพบเจอกับที่นอน ที่นอนแล้วรู้สึกแข็งไม่สบายตัว ตื่นมาแล้วปวดเมื่อยไม่สดชื่นอย่างที่ควรจะเป็นกันอยู่บ้าง ซึ่งในครั้งนี้เราก็อยากจะมาแนะนำวิธีดี ๆ ในการเลือกที่นอนให้ได้มาตรฐานกับเพื่อน ๆ กันผ่าน บทความ วิธีการเลือกที่นอนให้ถูกต้องตามหลักกายภาพ ให้ได้ที่นอนแสนนุ่มสบายหลับสนิทตลอดคืน เรื่องนี้ ซึ่งเราได้รวบรวมสาระน่ารู้ และ ข้อมูลสำคัญมาจากผู้เชี่ยวชาญด้านสรีระกายภาพโดยเฉพาะ ซึ่งจะมีข้อมูลอะไรที่เราควรต้องรู้บ้างไปรับชมกันเลยครับ 

ที่นอนมีกี่ประเภท แต่ละประเภทเหมาะกับการใช้งานแบบไหนบ้าง

ที่นอนมีกี่ประเภท แต่ละประเภทเหมาะกับการใช้งานแบบไหนบ้าง
ที่นอนพ็อกเก็ตสปริงสปริงบอนแนลล์
รูปแบบของขดลวดแยกออกจากกันเชื่อมต่อกัน
การกระจายน้ำหนักมากน้อย
ความแข็งของเบาะนุ่มแข็ง
เหมาะสำหรับผู้ที่ขยับตัวบ่อยผู้ที่นอนแล้วมักจมไปกับเบาะ
  1. ที่นอนพ็อกเก็ตสปริง (Pocketed Spring) เป็นที่นอนที่เกิดจากการนำสปริงตัวเล็ก ๆ หลายตัวมาใช้ในการแก้ไขปัญหาการยุบตัวของที่นอน ทำให้สามารถรองรับน้ำหนักและสามารถยืดหยุ่นได้ดีมากยิ่งขึ้น และช่วยกระจายของน้ำหนัก ซัพพอร์ตสรีระส่วนต่าง ๆ ทั้งสะโพก หลังได้มากกว่า แถมยังเก็บเสียงได้ดี คนที่นอนอยู่ข้าง ๆ แทบจะไม่รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวเมื่ออีกคนกำลังขยับตัวหรือลุกออกจากเตียง จึงเหมาะกับผู้ที่ขยับตัวบ่อย
  2. ที่นอนแบบสปริงบอนแนลล์ (Bonnell) เป็นที่นอนที่มีขดลวดสปริงเป็นเกลียวหมุนคล้ายกับนาฬิกาทรายตั้งเรียงแถว ซึ่งที่นอนสปริงลักษณะนี้ค่อนข้างเป็นที่นิยม เพราะราคาย่อมเยา เหมาะกับผู้ที่มีน้ำหนักมากเพราะรองรับน้ำหนักได้ดีหรือผู้ที่นอนแล้วตัวมักจมลงไปในเบาะ
ที่นอนมีกี่ประเภท แต่ละประเภทเหมาะกับการใช้งานแบบไหนบ้าง
ที่นอนยางพาราที่นอนเมมโมรี่โฟม
ระยะการคืนตัวสูงต่ำ
จุดเด่นคืนตัวเร็ว ไม่ยวบคือตัวช้า นุ่มสบาย
ข้อดีไม่เป็นหลุม นอนแล้วตัวไม่จม รองรับสรีระร่างกายได้ดีให้ความรู้สึกนุ่มสบายรองรับสรีระของร่างกายได้ทุกสัดส่วน
เหมาะสำหรับผู้ที่พลิกตัวบ่อยผู้ที่ต้องการความนุ่มสบาย
  1. ที่นอนยางพารา มีจุดเด่นคือ นุ่มและมีความยืดหยุ่นสูง จึงทนต่อแรงกดทับและรองรับสรีระของร่างกายได้ดี ที่นอนไม่ยุบตัวเป็นหลุม ไม่ทำให้ปวดหลัง นอกจากนี้ ที่นอนยางพาราก็สามารถระบายอากาศได้ดี อีกทั้งยังไม่กักเก็บฝุ่น ทำให้มีอายุการใช้งานยาวนานหลายสิบปี แต่ราคาสูง แถมมีน้ำหนักมากบางแบรนด์อาจนำวัสดุชนิดอื่นอย่างฟองน้ำหรือยางสังเคราะห์มาใช้ร่วมกับยางพาราด้วย ซึ่งทำให้มีน้ำหนักเบาและราคาถูกลง
  2. ที่นอนเมมโมรี่โฟม  (Memory Foam) หรือที่เราเรียกกันว่าโฟมวิทยาศาสตร์ เป็นที่นอนที่จะยุบตัวลงตามสรีระของร่างกาย ซึ่งให้ความรู้สึกนุ่มสบายคล้ายกับทรายดูด และมีจุดเด่นคือ สามารถลดแรงกดทับเวลานอนได้ จึงช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดียิ่งขึ้น ส่วนข้อเสียคือ คืนตัวช้า เมื่อยุบลงไปแล้วใช้เวลาคืนตัว พลิกตัวลำบาก อีกทั้งเป็นหลุมงาย นอกจากนี้ รูระบายอากาศน้อยอีกด้วย

ที่นอนมีหลายประเภทขึ้นกับวัสดุที่นำมาใช้ที่นอน แต่ละวัสดุมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน ขึ้นกับจุดประสงค์ของผู้ใช้งาน โดยจะแตกต่างไปตามอายุการใช้งาน ความทนทานของที่นอน การรองรับสรีระร่างกาย การระบายอากาศ และการทำความสะอาด ยกตัวอย่างเช่น ที่นอนสปริง ตอบโจทย์เรื่องการระบายอากาศดี ความยืดหยุ่นสูง แต่ข้อเสียของที่นอนชนิดนี้ ในบางชนิดอาจจะถ่ายเทน้ำหนักไม่ดี เมื่อผู้ใช้งานขยับตัว อาจจะรบกวนผู้ใช้งานอีกท่านหรือมีเสียงของสปริงขยับตัวได้ รวมถึงเมื่อที่นอนยุบตัวจากความเสื่อมของสปริงอาจจะมีผลต่อโครงสร้างทั้งหมด สำหรับที่นอนเมมโมรี่โฟมนั้นจะกระจายน้ำหนักได้ดี ทำให้รองรับสรีระร่างกายได้อย่างเหมาะสม แต่อาจจะไม่เหมาะในกลุ่มผู้ใช้ที่รู้สึกร้อนได้ง่ายเนื่องจากความหนาแน่นของที่นอนชนิดนี้ค่อนข้างสูง จึงก่อให้เกิดการสะสมความร้อนของที่นอน ส่วนที่นอนที่วัสดุทำมาจากยางพาราถือเป็นที่นอนที่มีอายุการใช้งานทนทาน ระบายอากาศได้ดี แต่การกระจายน้ำหนักอาจจะไม่ดีเท่าที่นอนเมมโมรี่โฟม รวมถึงไม่เหมาะกับผู้ใช้งานที่มีประวัติการแพ้ยาง เป็นต้น

วิธีการเลือกซื้อที่นอน

วิธีการเลือกซื้อที่นอน
ที่นอน 3-3.5 ฟุต(Single/Twin)ที่นอน 5 ฟุต(Queen Size)ที่นอน 6 ฟุต(King Size)
เหมาะสำหรับ 1 คนเหมาะสำหรับ 1-2 คนเหมาะสำหรับ 2-3 คน
  1. เลือกขนาดที่นอนตามขนาดของเตียง เมื่อทราบแล้วว่าที่นอนแต่ละแบบมีคุณสมบัติอย่างไรสิ่งต่อมาก็คือการเลือกที่นอนตามขนาดของเตียง เพราะนอกจากวัสดุและความนุ่มของที่นอนแล้ว ก็ต้องเลือกขนาดให้เหมาะสมกับเตียงและพื้นที่ด้วย โดยประเภทของเตียงหลัก ๆ จะมีอยู่ 2 ประเภท คือเตียงเดี่ยว (Single Bed) และเตียงคู่ (Double Bed) เตียงเดี่ยวจะมีขนาดมาตรฐานอยู่ที่ 3.5 ฟุต ส่วนเตียงคู่ (Double Bed) หรือที่เรียกอีกอย่างว่า “Full Bed” จะเป็นเตียงขนาดใหญ่ที่มีขนาดเริ่มต้นตั้งแต่ 4 ฟุตขึ้นไป ซึ่งสามารถแยกออกได้เป็น 3 ชนิด คือ Double Size Bed มีขนาด 4 ฟุต, Queen Size Bed มีขนาด 5 ฟุต และ King Size Bed ซึ่งมีขนาด 6 ฟุต ซึ่งที่นอนที่ดีควรมีขนาดที่เหมาะสมที่รองรับสรีระร่างกายของผู้ใช้ โดยขนาดที่เหมาะสมได้แก่ มีความยาวและความกว้างที่มากพอเมื่อนอน พลิกขยับตัวในท่าต่าง ๆ และสามารถวางเครื่องนอนได้เพียงพอ นอกจากนี้ การเลือกที่นอนควรคำนึงถึงจำนวนผู้นอนเช่นเดียวกันค่ะ บางบ้านมีผู้นอนมากกว่า 2 คน เช่น นอนทั้งครอบครัว ขนาดของเตียงนอนจึงต้องกว้างมากพอที่จะสามารถนอนได้ทุกคนเพื่อความสุขและคุณภาพการนอนหลับที่ดี
วิธีการเลือกซื้อที่นอน
  1. เลือกที่นอนจากความยืดหยุ่นและความสามารถในการรับน้ำหนัก ความยืดหยุ่นนับเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญในการเลือกซื้อที่นอน ซึ่งเราควรเลือกซื้อที่นอนที่สามารถรองรับน้ำหนักและยืดหยุ่นได้ดี ไม่เกิดเป็นหลุมหรือยุบตัวมากจนเกินไป ข้อดีที่เห็นได้ชัดสำหรับที่นอนที่มีความยืดหยุ่นสูงนั่นก็คือ จะช่วยไม่ให้เกิดอาการปวดหลัง เพราะขณะที่เรานอน ร่างกายจะทิ้งน้ำหนักไปตรงส่วนเอวมากเป็นพิเศษ จึงทำให้เกิดอาการปวดหลังได้บ่อย ๆ ถ้าหากใช้ที่นอนที่สามารถรองรับน้ำหนักและยืดหยุ่นได้ดีแล้ว ก็จะช่วยบรรเทาและลดอาการปวดหลังลงไปได้อย่างมาก อีกทั้งยังสามารถขยับเปลี่ยนท่าหรือพลิกตัวเวลานอนได้สะดวก บอกได้เลยว่า ยิ่งที่นอนมีความยืดหยุ่นมากเท่าไร ก็จะยิ่งทำให้นอนหลับสบายมากขึ้นครับ ในขณะเดียวกัน เมื่อใช้งานที่นอนไปนาน ๆ จนรู้สึกว่าที่นอนยุบลงและมีลักษณะพื้นผิวเปลี่ยนไป เราก็ควรจะเปลี่ยนที่นอนใหม่เพื่อไม่ให้เกิดอาการบาดเจ็บเรื้อรังในระยะยาวครับ ที่นอนที่ดีสามารถรองรับสรีระร่างกายได้อย่างเหมาะสม ที่นอนไม่นุ่มยวบจนเกินไปจนทำให้ขณะนอนร่างกายจมไปกับเตียง ซึ่งหากเกิดขึ้นอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของอาการปวดเมื่อยได้ เช่นเดียวกันกับที่นอนที่ยืดหยุ่นน้อย ค่อนข้างแข็ง ขณะนอนผู้ใช้อาจจะรู้สึกไม่สบายตัวเนื่องจากไม่รองรับสรีระร่างกาย ในบางท่านอาจจะรู้สึกเจ็บเนื่องจากเกิดแรงกระทำต่อปุ่มกระดูก หรือในบางท่านอาจจะรู้สึกร้อนในจุดที่กดทับ ปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นส่งผลต่อคุณภาพการนอนหลับที่ดีค่ะ โดยการเลือกเตียงนอนนั้น ขอแนะนำให้ผู้ใช้ลองนอนบนเตียง ขยับท่าต่าง ๆ รวมถึงหากมีผู้นอนมากกว่า 1 คน ควรลองนอนและขยับตัวร่วมด้วยเพื่อทดสอบการกระจายน้ำหนักของเตียงนอนขณะใช้งาน
วิธีการเลือกซื้อที่นอน
  1. เลือกที่นอนจากคุณสมบัติพิเศษ เช่น ที่นอนแบบพับหรือม้วนได้ สำหรับห้องนอนที่มีพื้นที่จำกัดและไม่เพียงพอต่อการวางที่นอน หรือผู้ที่ชอบเดินทางไปค้างแรมนอกบ้านบ่อย ๆ เราขอแนะนำให้เลือกซื้อที่นอนแบบพับได้ หรือที่นอนปิคนิค เพื่อความสะดวกในการจัดเก็บเวลาไม่ใช้งาน อีกทั้งยังช่วยประหยัดพื้นที่ในบ้าน แถมพกพาไปใช้งานที่ไหนก็ได้ด้วย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากที่นอนแบบพับได้มีลักษณะค่อนข้างบาง ทำให้มักเกิดการยุบตัวลงของที่นอนจนหลุมจนเสื่อมสภาพเร็ว ซึ่งทำให้นอนหลับไม่สบาย และเกิดอาการปวดหลังตามมาได้ครับ ที่นอนชนิดพับได้จะเหมาะสำหรับการพกพาไปสถานที่ต่าง ๆ หรือสะดวกต่อการจัดเก็บ อย่างไรก็ตาม เรามักพบว่าความเหมาะสมในการนอนระยะยาวอาจจะไม่เหมาะสมเท่าที่นอนทั่วไป ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดอาการปวดส่วนต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น ปวดหลัง หรือปวดคอ ตามมาได้ โดยการเลือกที่นอนชนิดนี้ ผู้ใช้ควรเลือกความหนาที่เหมาะสม เมื่อนอนแล้วรองรับสรีระร่างกายพอดี ไม่แข็งจนนอนแล้วรู้สึกเจ็บในตำแหน่งที่ถูกกดทับ (เช่น ตามตำแหน่งปุ่มกระดูก) หรือนุ่มยวบจมไปกับเตียงนอน เพราะสองปัญหานี้ ก่อให้เกิดความไม่สบายตัวจนก่อให้เกิดอาการปวดตามมาได้

สรุป

วิธีการเลือกซื้อที่นอน

เรียกได้ว่าอัดแน่นไปด้วยสาระความรู้ และ ข้อมูลที่สำคัญสำหรับทุก ๆ คนจริง ๆ สำหรับ บทความ วิธีการเลือกที่นอนให้ถูกต้องตามหลักกายภาพ ให้ได้ที่นอนแสนนุ่มสบายหลับสนิทตลอดคืน เรื่องนี้ ที่เราได้นำมาฝากทุก ๆ คนกัน ส่วนในครั้งหน้าเราจะพาเพื่อน ๆ ไปชม 10 อันดับที่นอนยอดนิยม กันครับ จะมีรุ่นอะไรบ้างนั้น บทความครั้งหน้าต้องห้ามพลาดเลย

Picture of Poster 24

Poster 24

ผู้คว่ำหวอดในวงการแต่งบ้านแต่งสวนแนวหน้าในประเทศไทย

รวมข่าวสารบันเทิง

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพ