แต่งบ้านสไตล์ Wellness Home ดีอย่างไร ถ้าเราแต่งบ้านไม่ดีจะส่งผลเสียต่อร่างกายของเราจริงหรือไม่

แต่งบ้าน

สารบัญ

ต่างคนต่างชอบสไตล์การแต่งบ้านต่างกันไป สำหรับใครที่อยากได้ไอเดียแต่งบ้านที่สร้างความสุขทั้งกายและใจ เราขอแนะนำ บทความ แต่งบ้านสไตล์ Wellness Home ดีอย่างไร ถ้าเราแต่งบ้านไม่ดีจะส่งผลเสียต่อร่างกายของเราจริงหรือไม่ เรื่องนี้ ที่สามารถตอบโจทย์การมีสุขภาพดีและทำให้บ้านเป็นสถานที่เหมาะกับการผ่อนคลายในทุกวันด้วย    

องค์ประกอบบ้านสไตล์ Wellness

องค์ประกอบบ้านสไตล์ Wellness
  1. อากาศถ่ายเทดี บ้านที่มีอากาศถ่ายเทสะดวกจะดีต่อสุขภาพ เช่น การติดหน้าต่างบานใหญ่ เพดานสูง เป็นต้น รวมทั้งอาจปลูกต้นไม้ฟอกอากาศเพื่อช่วยสร้างความร่มรื่นและสดชื่นสบายตา
องค์ประกอบบ้านสไตล์ Wellness
  1. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่อันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ดีต่อสุขภาพ เช่น งดใช้ไม้ย้อมสารเคมี วัสดุปูพื้นที่มีสารฟอร์มาลดีไฮด์ เนื่องจากจะไม่มีสารพิษจากการบำบัดลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ
องค์ประกอบบ้านสไตล์ Wellness
  1. ห้องรับประทานอาหารมีความเป็นส่วนตัว การจัดห้องรับประทานอาหารในสภาพแวดล้อมที่ไม่วุ่นวาย มีความเงียบสงบ จะช่วยสร้างบรรยากาศที่ดี ทำให้มีความสงบและมีสติในการรับประทานอาหาร รวมทั้งต้องเลือกรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่ดีด้วย
องค์ประกอบบ้านสไตล์ Wellness
  1. มีแสงสว่างเพียงพอ ช่วงเวลากลางวันถ้าแสงสว่างจากธรรมชาติที่ส่องมาภายในบ้านมีเพียงพอจะช่วยกระตุ้นให้เราตื่นตัวและทำงานอย่างกระฉับกระเฉง ถ้าแสงน้อยจะส่งผลให้ตาล้า ไม่สบายตา ปวดตา ปวดศีรษะ ช่วงเวลากลางคืนก็ควรควบคุมแสงไม่ให้เล็ดลอดเข้ามาในบ้านเพื่อไม่ให้รบกวนจังหวะการนอน
องค์ประกอบบ้านสไตล์ Wellness
  1. มีพื้นที่ให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว การทำให้ร่างกายแข็งแรงคือการเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น ทำบันไดขึ้นชั้นต่าง ๆ หรือแบ่งพื้นที่ให้มีระดับความสูง-ต่ำต่างกัน หรือทำห้องฟิตเนสเล็ก ๆ ในบ้านก็ได้
องค์ประกอบบ้านสไตล์ Wellness
  1. ทำให้บ้านเย็นสบาย การตกแต่งด้วยผ้าม่านกันความร้อน ช่วยลดแสงแดดจากภายนอกบ้านเข้ามา และเพิ่มความเย็นสบายภายในบ้านได้ รวมทั้งปูพรมทางเดิน ช่วยเพิ่มความอบอุ่นโดยเฉพาะช่วงที่อากาศหนาวเย็น คอยดักจับฝุ่นละอองไว้กับเส้นใย แถมยังช่วยลดการบาดเจ็บจากการลื่นล้ม
องค์ประกอบบ้านสไตล์ Wellness
  1. มีห้องเก็บเสียง ภายในบ้านควรมีฉากกั้นป้องกันเสียงในแต่ละห้อง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่น่าพึงพอใจ ไม้เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ช่วยได้ ไม้ไม่เพียงแต่ทำหน้าที่เป็นฉนวนเท่านั้น แต่ยังช่วยลดเสียงอีกด้วย เช่น การใช้วัสดุอย่างเทอร์โมวูดสำหรับปูพื้นและเพดาน เป็นต้น
องค์ประกอบบ้านสไตล์ Wellness
  1. มีมุมหรือห้องสำหรับผ่อนคลาย ถ้าหาห้องทั้งห้องไม่ได้อาจหาเพียงมุมสงบสักมุมภายในบ้านเพื่อจัดสถานที่สำหรับพักผ่อน เช่น ระเบียงบ้าน มุมสวน ริมบ่อน้ำ เพิ่มเบาะรองนั่ง เก้าอี้หวาย หรือเสื่อ โต๊ะขนาดเล็กไว้วางเครื่องดื่มและหนังสือ หรืออ่างอาบน้ำไว้แช่ตัวในห้องน้ำ แค่นี้ก็ทำให้จิตใจได้ผ่อนคลายแล้ว
องค์ประกอบบ้านสไตล์ Wellness
  1. สร้างพื้นที่พบปะสังสรรค์ภายในบ้าน การส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ในครอบครัว ญาติมิตร หรือเพื่อนฝูง สามารถนำไปสู่ความสัมพันธ์เชิงบวกและทำให้มีความสุข เช่น การทำบาร์สำหรับอาหารเช้า การทำลานหน้าบ้านสำหรับปาร์ตี้
องค์ประกอบบ้านสไตล์ Wellness
  1. ออกแบบผสมผสานกับธรรมชาติ การออกแบบบ้านด้วยธรรมชาติ เช่น การจัดสวน จะช่วยทำให้มีกำลังใจและกระปรี้กระเปร่า ทั้งต้นไม้ยังช่วยเพิ่มอากาศบริสุทธิ์และทำให้จิตใจสงบ

ไอเดียแต่งบ้านสไตล์ Wellness

ไอเดียแต่งบ้านสไตล์ Wellness
  1. การเชื่อมโยงกับธรรมชาติ การอยู่ใกล้ธรรมชาติ เราสามารถเนรมิตบ้านของเราให้มีสวนเขียวขจีหรือน้ำเข้ามาเป็นองค์ประกอบ เช่น ปลูกต้นไม้ในบ้าน สร้างสระน้ำหรือนำน้ำพุเล็ก ๆ มาวาง เป็นต้น ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพกายและช่วยให้จิตใจสงบอีกด้วย
ไอเดียแต่งบ้านสไตล์ Wellness
  1. จัดบ้านให้เป็นระเบียบ การทำให้บ้านมีระเบียบจะทำให้บ้านดูไม่รก มีพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น ถ้าหากสิ่งของนั้นมีความจำเป็นต้องใช้ แต่ไม่เป็นระเบียบ อาจหาชั้นวางหรือลิ้นชักแขวนผนังมาใส่ไว้ เช่น ห้องครัว หาขวดโหลมาใส่วัตถุดิบแห้งแล้ววางบนชั้นติดผนังเพื่อความเป็นระเบียบ เป็นต้น
ไอเดียแต่งบ้านสไตล์ Wellness
  1. สร้างจุดเชื่อมโยงกับภายนอก การมีสุขภาพใจดีต้องเห็นวิวธรรมชาตินอกบ้าน เช่น ห้องครัวหลังบ้านหรือห้องนอนริมหน้าต่างเห็นวิวสวน ดาดฟ้าปลูกต้นไม้หรือพืชผักสวนครัว เป็นต้น
ไอเดียแต่งบ้านสไตล์ Wellness
  1. ใช้วัสดุเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านควรใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่มีโลหะหนัก ฟอร์มาลดีไฮด์ พีวีซี สารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ที่สามารถสร้างผลกระทบต่ออากาศและร่างกาย เช่น คลอโรฟอร์ม (Chloroform) เบนซีน (Benzene) ไวนิลคลอไรด์ (Vinyl Chloride) เป็นต้น

สิ่งที่ไม่ควรทำในบ้านถ้าไม่อยากให้ร่างกายได้รับผลเสีย

สิ่งที่ไม่ควรทำในบ้านถ้าไม่อยากให้ร่างกายได้รับผลเสีย
  1. ใช้สีทาบ้านที่ไม่ได้คุณภาพ

ถ้าอยู่ในบ้านเฉยๆ ก็รู้สึกแสบตา แสบจมูก วิงเวียน บางทีอาจมีสาเหตุจากสีทาบ้านก็เป็นได้ เพราะส่วนประกอบของสีทาบ้านจะมีค่าสารอินทรีย์ระเหยง่าย (Volatile Organic Compound) หรือ VOCs หากเข้าสู่ร่างกายจะทำให้ระบบภูมิคุ้มบกพร่อง ระบบประสาทถูกทำลาย เกิดอาการวิงเวียนศีรษะหน้ามืด แสบตา หายใจลำบาก และหากได้รับในปริมาณมากอาจทำให้หมดสติ แต่ถ้าสะสมในร่างกายเป็นเวลานานจะทำให้เยื่อหุ้มปอดถูกทำลายในที่สุด การเลือกใช้สีที่ดีต่อสุขภาพ ต้องมีส่วนผสมที่ลดปริมาณสิ่งปนเปื้อนจากวัสดุประสาน (Adhesive) วัสดุยาแนว (Sealant) รองพื้น สี และวัสดุเคลือบผิวภายในอาคารที่มีกลิ่นแรง สร้างความรำคาญ และเป็นผลร้ายต่อสุขอนามัย ควรเลือกใช้วัสดุที่มีการปล่อยสารอินทรีย์ระเหยง่ายต่ำ (Low-VOCs) โดยค่าของ VOCs มี 2 ระดับที่แนะนำ คือ Low VOCs = 5-50 g/l และ Zero VOCs = น้อยกว่า 5 g/l รู้แล้วอย่าลืมดูค่า VOCs ก่อนซื้อสีมาทาบ้านนะ

สิ่งที่ไม่ควรทำในบ้านถ้าไม่อยากให้ร่างกายได้รับผลเสีย
  1. ใช้แสงไฟผิดประเภทผิดพื้นที่

หลายคนใช้แสงสีขาว Daylight หรือแสงขาวนวล Cool White ในห้องรับประทานอาหาร ซึ่งทำให้อาหารมีสีซีดจาง ดูไม่น่ารับประทานจนเกิดอาการเบื่ออาหารได้ ดังนั้นแสงไฟของห้องรับประทานอาหาร หรือไฟแสงสว่างเหนือโต๊ะรับประทานอาหาร ควรเลือกหลอดไฟที่มีแสงสีส้ม หรือ Warm White ซึ่งมี ค่าอุณหภูมิสีของแสง (The color temperature) 3000 K หลอดชนิดนี้จะเน้นสีของอาหารให้ดูน่ารับประทาน กระตุ้นความอยากอาหารให้กับเด็กและผู้สูงอายุในครอบครัวของเราได้ดี การออกแบบคุณภาพของแสงไฟที่ดี นอกจากระดับค่าอุณหภูมิสีของแสงแล้ว ยังมี ค่าดัชนีชี้วัดความถูกต้องของสี (colour rendering index) และ ค่าการกระพริบของหลอดไฟ (flicker) ซึ่งค่าดัชนีความถูกต้องของสีสูงจะช่วยเพิ่มการรับรู้ของพื้นที่โดยรอบที่เราอยู่ (perception of space) ถ้าแสงที่มีค่าดัชนีความถูกต้องของสีต่ำ จะจำแนกความแตกต่างระหว่างวัตถุหรือการรับรู้ของพื้นที่โดยรอบผิดเพี้ยนไป โดยตรวจสอบค่าดัชนีความถูกต้องของสีที่หลอดไฟได้จากการดูค่า CRI ซึ่งยิ่งค่าสูงก็ยิ่งดี หลอดไฟทั่วไปจะมีค่า CRI ที่ 70-80 แต่สำหรับการออกแบบแสงที่ต้องการมาตรฐานสูง ค่า CRI ของหลอดไฟควรอยู่ที่ 95-100 หรือไม่ควรต่ำกว่า 90

สิ่งที่ไม่ควรทำในบ้านถ้าไม่อยากให้ร่างกายได้รับผลเสีย
  1. ปิดบ้านอับ สร้างเชื้อรา สะสมสารเคมีในบ้าน

หากพบว่ามีเชื้อราขึ้นกระเป๋า ขึ้นเสื้อผ้า หรือตามเฟอร์นิเจอร์ แถมยังมีกลิ่นอับในบ้าน สาเหตุหลักมาจากการไม่เปิดประตูหน้าต่างให้ลมพัดผ่าน เพราะอาจกลัวฝุ่น แมลง หรือรู้สึกไม่ส่วนตัว การไหลเวียนของอากาศที่ดีจะช่วยพัดพาความชื้นภายในอาคาร รวมถึงหยดน้ำที่เกิดจากการควบแน่นในส่วนต่างๆ ของผนังหรือเฟอร์นิเจอร์ให้ระเหยไปได้ เมื่อลดความชื้นได้จะช่วยลดแนวโน้มการเกิดเชื้อราได้นั่นเอง นอกจากนั้น สารเคมีที่ติดมากับเฟอร์นิเจอร์ สีทาภายในบ้าน สารเคลือบผิว รวมถึงของใช้และของตกแต่ง ล้วนมีสารเคมีติดมาด้วยทั้งนั้น หากไม่มีการหมุนเวียนอากาศออกไปบ้าง จะเกิดการสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้เกิดอาการแสบตา คัดจมูก การเปิดบ้านระบายอากาศบ้างจึงช่วยลดความเข้มข้นของสารเคมีให้เจือจางลง ลดผลกระทบต่อสุขภาพได้ในระยะยาว

สรุป

สิ่งที่ไม่ควรทำในบ้านถ้าไม่อยากให้ร่างกายได้รับผลเสีย

ถ้าใครที่คิดว่าการแต่งบ้านดีนั้นส่งผลให้สุขภาพของเรานั้นดีตามไปด้วยจริง ๆ ลองนำสัก 1 ข้อในบทความ แต่งบ้านสไตล์ Wellness Home ดีอย่างไร ถ้าเราแต่งบ้านไม่ดีจะส่งผลเสียต่อร่างกายของเราจริงหรือไม่ เรื่องนี้ ที่คิดว่าใกล้ตัวคุณที่สุดไปทำตามกันดู แล้วค่อย ๆ สังเกตุตัวเองว่าจะส่งผลอย่างที่เราบอกไปหรือไม่

Picture of Poster 24

Poster 24

ผู้คว่ำหวอดในวงการแต่งบ้านแต่งสวนแนวหน้าในประเทศไทย

รวมข่าวสารบันเทิง

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพ